|
ประวัติเมืองจันทบุรี ตอน ๒ |
ในสมัยฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรี
เมื่อ พ.ศ.2436
(ร.ศ.112)
ไทยกับฝรั่งเศสได้เกิดกรณีพิพาทกันด้วยเรื่องดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
โดยฝรั่งเศสกล่าวหาว่า
ไทยรุกล้ำเข้าไปในดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศส
และได้ทำร้ายเจ้าพนักงานฝรั่งเศสด้วย
ฝ่ายไทยได้แก้ว่าดินแดนนั้นเป็นของไทย
ฝรั่งเศสบุกรุกเข้ามา
ฝ่ายไทยจำเป็นต้องขัดขวาง
เมื่อการโต้เถียงไม่เป็นที่ตกลงปรองดองกันแล้ว
ฝรั่งเศสจึงใช้อำนาจ
โดยส่งเรือรบเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยา
ไทยกับฝรั่งเศสจึงเกิดปะทะกันด้วยอาวุธเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม
พ.ศ.2436
ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับความเสียหายด้วยกัน
ฝ่ายไทยเห็นว่าจะสู้ฝรั่งเศสในทางกำลังอาวุธมิได้
จึงขอเปิดการเจรจากับรัฐบาลฝรั่งเศสด้วยสันติวิธี
ฝ่ายฝรั่งเศสได้ยื่นคำขาดต่อรัฐบาลไทย
เมื่อวันที่ 20
กรกฎาคม พ.ศ.2436
รวม 6
ข้อด้วยกัน
มีใจความสำคัญที่ควรกล่าวคือ
ให้รัฐบาลไทยยอมสละสิทธิดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงตลอดจนเกาะทั้งหลายในลำน้ำนั้นด้วย
กับให้ไทยต้องเสียเงินเป็นค่าปรับให้แก่ฝรั่งเศสจำนวน
2 ล้านฟรังก์
และเงินไทย และเงินไทยอีก 3
ล้านบาท
ก่อนที่จะได้ตกลงทำสัญญาณกันนี้
ฝรั่งเศสจะต้องยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน
ฝ่ายไทยต้องยอกรับฝรั่งเศสทุกประการ
ในระหว่างที่ปะทะกับฝรั่งเศสนั้น
ทางจันทบุรีได้เตรียมต่อสู้ป้องกันตามกำลังที่พอจะทำได้
เพราะในเวลานั้นมีกองทหารเรือตั้งอยู่ในตัวเมืองและที่ป้อมปากน้ำแหลมสิงค์
แต่เมื่อได้ทราบว่ารัฐบาลยอมให้ฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรี
กองทหารเรือทั้งสองแห่งก็ได้รีบโยกย้ายไปอยู่ที่เกาะจิก
และอำเภอขลุง
ต่อมาอีกไม่กี่วันใน พ.ศ.2436
นั้นเอง
ฝรั่งเศสได้ยกกองทหารเข้าสู่เมืองจันทบุรีทหารโดยมาเป็นทหารญวนที่ส่งมาจากไซ่ง่อน
ที่เป็นทหารฝรั่งเศสไม่มากน้อยนักส่วนใหญ่จะเป็นนายทหาร
จำนวนทหารฝรั่งเศสและญวนรวมกันทั้งสิ้นประมาณ
600 คนเศษ
ได้แยกกันอยู่ 2
แห่ง
คือที่ป้อมปากน้ำแหลมสิงห์พวกหนึ่ง
ได้รื้อป้อมพิฆาตปัจจามิตรแล้วสร้างตึกแถวเป็นที่พักและกองบัญชาการเรียกว่า
ตึกแดง
ทั้งได้สร้างที่คุมขังนักโทษไว้ด้วย
เรียกกันว่า คุกขี้ไก่
อีก

คุกขี้ไก่ ฝรั่งเศสสร้างเพื่อคุมขังนักโทษเมื่อ ร.ศ.112

ตึกแดง
ฝรั่งเศสสร้างเมื่อ ร.ศ.112
โดยใช้อิฐจากป้อมพิฆาตปัจจามิตร

ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี สร้างเมื่อ พ.ศ.2459

โบสถ์วัดคาทอลิกที่ใหญ่งดงามและเก่าที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย
สร้างเมื่อ พ.ศ.2449
ขณะที่ฝรั่งเศสได้ยึดเมืองจันทบุรีนั้น ได้กระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ไทยบ้าง คือฝรั่งเศสได้ช่วยเหลือทำการปราบปรามพวกอั้งยี่ และช่วยเหลือพยาบาลประชาชนที่ป่วยไข้ แต่สิ่งที่เป็นผลเสียกับฝ่ายไทยในเมืองจันทบุรีก็มีมิใช่น้อย ทหารฝรั่งเศสที่เข้ายึดครองเมืองจันทบุรี ไม่มีอำนาจในการปกครองประชาชน อำนาจปกครองยังเป็นของไทยอยู่ ตลอดเวลาที่ฝรั่งเศสยึดครองฝรั่งเศสมีอำนาจเพียงปกครองทหารและคนที่ขึ้นในบังคับฝรั่งเศสเท่านั้น แต่ในบางคราวที่ฝรั่งเศสก็ก้าวก่ายอำนาจการปกครองของไทยบ้าง ฝ่ายไทยต้องพยายามอะลุ้มอล่วยเสมอจึงไม่ใคร่มีเรื่องขัดใจกัน จนถึงเวลาที่ฝรั่งเศสถอนทหารออกไปจากจันทบุรี และเนื่องด้วยไทยยังมีอำนาจในการปกครองขณะที่ฝรั่งเศสยึดครองอยู่ จึงได้มีชาวจีนและญวนพื้นเมืองบางคนไม่อยากอยู่ใต้อำนาจการปกครองของไทย พากันเข้าไปอยู่ในความปกครองของฝรั่งเศส เพื่อหวังประโยชน์บางประการ จึงทำให้การบังคับบัญชาบุคคลจำพวกนี้ลำบากยิ่งขึ้น แต่พอฝรั่งเศสออกจากจันทบุรีไปแล้ว คนจำพวกนี้ก็พลอยหมดไปไม่มีคนในปกครองของฝรั่งเศส
เมื่อรัฐบาลไทยและฝรั่งเศสได้ทำสัญญาตกลงกันเมื่อวันที่
13
กุมภาพันธ์ พ.ศ.2446
เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดยฝ่ายไทยยินยอมยกดินแดนเมืองตราด
ตลอดจนถึงเมืองประจันตคีรีเขตให้แก่ฝรั่งเศส
กองทหารฝรั่งเศสทั้งหมดก็เริ่มถอนออกไปจากจันทบุรีจนหมดสิ้นทเมื่อวันที่
12 มกรคม
พ.ศ.2447
และรัฐบาลไทยได้ย้ายกองทหารเรือที่เกาะจิก
และที่อำเภอขลุง
กลับมาตั้งอยู่ในเมืองจันทบุรีตามเดิม
รวมเวลาที่ฝรั่งเศสยึดเมืองจันทบุรี
11
ปี
ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2447
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้พระยาศรีสหเทพราช (เสง
วิรยะศิริ)
ปลัดทูลฉลองกระทราวงมหาดไทยออกมาจัดการทำพิธีฉลองเมืองจันทบุรีเป็นเวลา
3
วัน
ต่อมาชาวจันทบุรีได้สร้างพระเจดีย์ขึ้นที่บริเวณใกล้เคียงกับป้อมไพรีพินาศ
เพื่อเป็นที่ระลึกว่า
ป้อมค่ายทหารแหลมสิงห์ได้เลิกล้มไป
ให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบเรื่องราวนี้
ในปี พ.ศ.2450 ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จกลับจากประพาสยุโรป ก่อนที่จะเสด็จกลับคืนสู่พระมหานคร พระองค์ก็ได้เสด็จมาประพาสเมืองจันทบุรีอีกวาระหนึ่ง โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรีมาถึงหน้าเกาะจุฬา ปากน้ำจันทบุรี ในเวลากลางคืนของวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2450 รุ่งขึ้นเป็นวันเสด็จเข้าเมือง มีราษฎรมาคอยเฝ้าชมพระบารมี คอยเฝ้ารับส่งเสด็จอยู่อย่างหนาแน่น ตลอดสองฟากฝั่งแม่น้ำจันทบุรีและตามทางที่เสด็จผ่าน แสดงถึงความจงรักภักดีของประชาชนที่มีต่อพระองค์เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสามารถทราบได้จากคำกราบบังคมทูลถวายของพระยาวิชยาธิบดี สมุหเทศาภิบาล มีข้อความว่า
|
ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส นำฉันทานุมัติของข้าราชการฝ่ายทหาร พลเรือน และพ่อค้าพาณิชคณาจารย์ ประชารฎร บรรดามีตำแหน่งนิวาสสถานทั่วเมืองจันทบุรี ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทในมงคลสมัยที่ได้รับเสด็จอีกครั้งหนึ่งในคราวนี้ อันเป็นเหตุให้บังเกิดปิติยินดีทั่วหน้าหาที่สุดมิได้ ด้วยความนิยมเมืองนี้แต่ไรมาว่าเป็นเมืองโปรดของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ย่อมพอพระราชหฤทัยที่จะเสด็จประพาส และทรงพระกรุณาคุ้นเคยแก่ชาวเมืองทั่วไปมาก ใช่แต่เท่านั้นครั้งถึงคราวเคราะห์เข็ญเกิดขึ้นแก่เมืองนี้ก็ทราบอยู่ทั่วกันว่า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทรงบำเพ็ญพระวิริยะบารมี เพื่อจะบำบัดความวิบากยากไร้ของบ้านเมืองมิได้ย่อหย่อน ทั้งทรงพระอุตส่าห์ทำนุบำรุง เพื่อจะให้บ้านเมืองและประชาชนมีความสุขสมบูรณ์ขึ้นโดยลำดับมาจนการทั้งนี้สำเร็จได้ดังพระบรมราชประสงค์ ด้วยอำนาจพระวิริยะอุตส่าห์ควรเป็นอัศจรรย์ และเป็นพระเดชพระคุณแก่ข้าพระพุทธเข้าทั้งหลายหาที่เปรียบมิได้ ด้วยแลเห็นพระเมตตาคุณปรากฏเสมอมาเช่นนี้น้ำใจชาวเมืองจันทบุรีจึงมีปฏิพัทธ์ผูกพันอยู่ในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เมื่อได้ทราบว่าไม่ทรงสบายจนถึงต้องเสด็จไปรักษาพระองค์ในยุโรปประเทศ ก็พากันอาวรณ์ร้อนใจตั้งหน้าคอยฟังข่าวเสด็จทุกคราวที่จะทราบได้ ครั้นได้ทราบว่าเสด็จไปทรงเจริญพระบรมสุขจึงค่อยคลายความกังวล จนได้แลเห็นพระองค์ทรงสิริโสภาคย์ปราศจากโรคาพาธมลทินปรากฏแก่ตาข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายในวันนี้ทำให้ปลื้มใจไปด้วยโสมนัสยินดี จึงพร้อมกันขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสกราบบังคมทูลถวายไชยมงคลต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ให้ทรงพระเจริญพระชนมายุยืนนาน ทรงเสวยสุขสำราญนิราศโรคาพาธปราศจากภยันตราย เสด็จดำรงรัฐสีมาอาณาจักรเป็นที่พึงพำนักของประชาชนทั้งหลายสืบไปให้จงช้านาน อนึ่งขอให้สรรพราชการซึ่งมีพระราชหฤทัยหวังทั้งสองฝ่ายที่จะบำรุงความสมบูรณ์สุขสบายของสยามรัฐสีมามณฑล จงประสิทธิศิริสวัสดิ์พิพัฒน์ผล ให้สมดังพระราชหฤทัยจำนงทุกประการ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ |
นอกจากนี้
ชาวเมืองจันทบุรียังมีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีต่อประชาชนเมืองนี้เป็นอย่างยิ่ง
ซึ่งจะทราบได้จากพระราชดำรัสตอบดังนี้
ดูกรประชาชนอันเป็นที่รักของเรา
ถ้อยคำอันไพเราะซึ่งได้กล่าวต้อนรับและอำนวยพร
อันเจ้าทั้งหลายได้ให้ฉันทะมากล่าวเฉพาะหน้าเราเวลานี้
เป็นที่พอใจและจับใจเป็นอันมาก
เมืองจันทบุรีนี้แต่เดิมมา
ย่อมเป็นที่เราไปมาเยี่ยมเยียนอยู่เป็นนิตย์
ได้รู้สึกว่าเป็นเมืองหนึ่งซึ่งอาจบำบัดโรคและให้ความสำราญใจสำราญกาย
เพราะได้มาอยู่ในที่นี้เป็นหลายคราวจึงเป็นที่รักมุ่งหมายจะบำรุงให้มีความเจริญยิ่งขึ้น
ความคุ้นเคยต่อประชาชนที่นี้ย่อมมีเป็นอันมาก
ดุจเจ้าทั้งหลายระลึกได้ถึงว่าเราต้องห่างเหินไปไม่ได้มาอยู่เมืองนี้ถึง
14-15 ปี
ด้วยความจำเป็นแต่มิได้ละเลยความผูกพันในที่จะบำรุงเมืองนี้ให้อยู่เย็นเป็นสุข
และมีใจระลึกถึงประชาชนทั้งหลายอันเป็นที่รักที่คุ้นเคยกัน
และได้ฟังข่าวสุขทุกข์ของเจ้าทั้งหลายอยู่เป็นนิตย์
เมื่อเป็นโอกาสที่จะได้มาเมืองนี้ในครั้งแรกซึ่งได้เลิกร้างไปช้านาน
จึงมีความยินดีตักเตือนใจอยู่เสมอ
ซึ่งจะใคร่เห็นภูมิประเทศและราษฏรอันเป็นที่รักของเรา
ผลแห่งความมุ่งหมายอันแรงกล้านี้ได้สำเร็จเป็นอันดี
เป็นเหตุให้เกิดความชื่นชมโสมนัสในใจว่า
บ้านเมืองมิได้เสื่อมทรามไป
มีความสุขสมบูรณ์อยู่สมดังความปรารถนาของเรา
ทั้งได้เห็นหน้าพวกเจ้าทั้งหลายเบิกบานแสดงความชื่นชนยินดี
ส่อให้เห็นความจงรักภักดีมิได้เสื่อมคลายสมกับคำที่กล่าวว่า
มีมิตรจิตและมิตรใจ
ในระหว่างตัวเราและเจ้าทั้งหลายความรู้สึกอันนี้ย่อมมีแต่ความชื่นชมยินดีทวีขึ้น
บัดนี้
เมืองจันทบุรีได้เป็นเมืองใหญ่ในมณฑลฝั่งทะเลตะวันออก
ซึ่งรัฐบาลของเราได้คิดจะบำรุงให้เจริญดียิ่งขึ้น
เราขอเตือนเจ้าทั้งหลายให้ตั้งหน้าทำมาหากิน
และประพฤติตนให้สมควรแก่ความชอบธรรมซึ่งควรประพฤติ
และขอให้มีความไว้วางใจในตัวเราว่าจะเป็นผู้ชื่นชมยินดีในเวลาที่เจ้ามีความสุขสมบูรณ์มั่งคั่ง
และจะเป็นผู้เดือดร้อนกระวนกระวายใจในเวลาที่เจ้าทั้งหลายต้องภัยได้ทุกข์อันใช่เหตุ
ในเวลานี้เราขอแสดงความไว้วางใจว่า
ข้าราชการทั้งหลายคงจะได้ทำหน้าที่เพื่อจะทำนุบำรุงให้เจ้าทั้งหลายมีความสุขสมดังปราถนาของเรา
ขออำนวยพรให้เจ้าทั้งหลายได้รับความเจริญสุขสิริสวัสดิ์
ทำมาค้าขายได้ผลเป็นสุขสมบูรณ์ทั่วหน้ากันทุคนเทอญ
การบริหารราชการของเมืองจันทบุรีสมัยต้นรัตนโกสินทร์เป็นต้นมานั้น
จัดเป็นหัวเมืองที่ขึ้นต่อกรมท่า
ต่อมาในสมัยรัชการพระบาลสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ภายหลังจากการจัดหน่วยราชการบริหารราชการส่วนกลาง
โดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นศูนย์กลางอำนวยการปกครองประเทศแล้ว
ตั้งแต่ พ.ศ.2437
เป็นต้นมา
ก็มีการจัดระเบียบบริหารราชการส่งภูมิภาคเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล
ให้อยู่ในความปกครองดูแลของกระทรวงมหาดไทย
การจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลนี้มิได้จัดขึ้นพร้อมกันทั้งหมดในคราวเดียวกัน
หากแต่ได้ตั้งขึ้นเพียงปีละ 2-3
มณฑลแล้วแต่ความเหมาะสม
ใน พ.ศ.2449
ได้มีการจัดตั้งมณฑลจันทบุรีขึ้น
โดยมีเมืองจันทบุรี ระยอง
และตราด อยู่ในเขตปกครอง
มีที่ทำการครั้งแรกอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี
(หลังเรือนจำซึ่งปัจจุบันเป็นที่ทำการป่าไม้จังหวัดจันทบุรี
ศาลากลางหลังนี้สร้างใน พ.ศ.2442)
ต่อมาใน พ.ศ.2459
ได้สร้างศาลากลางมณฑลในบริเวณเมืองเก่าหน้าค่ายตากสิน
ตำบลวัดใหม่
และย้ายที่ทำการของจังหวัดไปทำงานที่ศาลากลางของมณฑล
ในสมัยรัชกาลพระบาลสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ.2476 ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศมาเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น ได้ยกเลิกมณฑลเทศาภิบาล และจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัด และอำเภอ เมืองจันทบุรีจึงมีฐานะเป็นจังหวัดที่สำคัญจังหวัดหนึ่งทางชายแดนฝั่งทะเลตะวันออก โดยในปัจจุบันนี้มีเนื้อที่ประมาณ 3,782,500 ไร่ หรือ 6,052 ตารางกิโลเมตร แบ่งการปกครองออกเป็น 6 อำเภอ คือ อำเภอเมืองจันทบุรี อำเภอท่าใหม่ อำเภอขลุง อำเภอมะขาม อำเภอแหลมสิงห์ และอำเภอโป่งน้ำร้อน ทั้ง 6 อำเภอนี้แบ่งออกเป็น 62 ตำบล 576 หมู่บ้าน 3 เทศบาล และ 9 สุขาภิบาล ในปี พ.ศ.2521 ได้มีการย้ายที่ทำการจากศาลากลางหลังเก่าไปอยู่ที่ศาลากลางหลังใหม่ ถนนเลียบเนิน ตำบลวัดใหม่ จนกระทั่งทุกวันนี้.
Copyright(C)2000
By Chantaburi.com All Rights Reserved
All comments are welcome at webmaster@chantaburi.com